SME ใช้ประสบการณ์เล่าเรื่องให้โดนใจลูกค้า

ตั้งแต่ยุค Digital Economy ในประเทศไทยตื่นตัว SME  ที่กำลังทำธุรกิจอยู่ ตอนนี้ผมเชื่อว่าคุณคงมีอะไรใหม่ๆมาให้คิดให้ทำทุกวันเลยใช่ไหมครับ?

แน่นอนว่าพอเราเข้าสู่โลกของการทำธุรกิจโดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นงาน และโอกาสใหม่ๆสำหรับธุรกิจก็คือ “การเล่าเรื่อง” (Storytelling) เหตุผลเพราะ

  • ด้วยอินเตอร์เน็ตนั้น เราสามารถที่จะเผยแพร่เรื่องราวของเราได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก เช่น ผ่านทางหน้าเว็บไซต์​ หรือ Facebook, Line, Email และช่องทางต่างๆ

แล้วการเล่าเรื่องนี่มันสำคัญยังไงนะ? มันจะช่วยอะไรกับธุรกิจเราได้?

ผมอยากให้เราลองนึกทบทวนดูครับว่า สิ่งที่เราเสพ และจดจำได้ส่วนใหญ่นั้น มักจะมีเรื่องราวแฝงอยู่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เพลง นิยาย หนัง การ์ตูน ละคร หรือว่าความรู้ต่างๆ

ผมจำได้ว่าสมัยผมเป็นเด็กนักเรียนนั้น ช่วงเวลาที่คุณครูพูดนอกเรื่อง มักจะเป็นช่วงเวลาที่ผมตั้งใจฟังเป็นพิเศษ​ แม้ว่ามันจะเกี่ยวกับเนื้อหา หรือไม่ก็ตามที่ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

เรื่องที่เราเล่านั้น จะเข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคได้ดีกว่า และที่สำคัญเรื่องราวเหล่านั้นก็ยังสามารถเข้าถึงจิตใจของพนักงาน และทีมของเราได้ด้วยเช่นเดียวกัน

  • สรุปแล้ว การเล่าเรื่องนั้นจะช่วยให้ลูกค้า “อิน” กับธุรกิจของเรา และมีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าสูงขึ้น

คำถามต่อมาคือ แล้วถ้าหากเราเป็น SME เราจะเอาเรื่องที่ไหนมาเล่าล่ะ จะให้แต่งขึ้นมาเหรอ?? หลายคนอาจจะบอก ผมไม่ใช่เช็คสเปียร์อ่ะ ไม่ถนัด

การแต่งเรื่องนั้น ผมเองก็ไม่ถนัดเหมือนกันครับ ดังนั้นผมมีอีกวิธีที่อยากจะแนะนำนั่นก็คือ

  • ให้ใช้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจมาเล่าครับ

ผมได้มีโอกาสคุยกับเจ้าของกิจการมามากมาย และผมพบว่ามีเจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่มีเรื่องเล่าดีๆ ที่หลายครั้งผมฟังแล้วขนลุก หรือประทับใจ เรื่องราวเหล่านี้อาจจะมาจาก

  • “Spark moment” หรือ “แว๊บแรก” ที่เราเกิดแรงบันดาลใจให้มาทำธุรกิจนี้ ตัวอย่าง เช่น
    • ตัวผมเอง ก่อนที่จะมาเป็น agency นั้น สมัยเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยทำธุรกิจด้วยตนเองมา 5-6 ตัวพร้อมกัน และ เคยเจ็บหนักจากการทำธุรกิจเหล่านี้มาก่อน ถึงแม้ว่าผมจะได้ลูกค้ามาจากการทำ Online Marketing ค่อนข้างเยอะและต่อเนื่อง แต่ผมก็ทำผิดพลาดในด้านอื่นของธุรกิจเช่น การเลือก supplier, เงินทุนของผมที่น้อยมาก, ประสบการณ์ในธุรกิจด้านอื่นๆ ผมทำผิดพลาดจนเรียกได้ว่าเกือบจะหมดตัว ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ของผมในตอนนั้นเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตทั้งหมด หลังจากที่เงินเก็บผมเกือบหมด ผมได้มานั่งทบทวนตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมจึงเข้าใจว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจาก ธุรกิจอินเตอร์เน็ตนั้น เป็นธุรกิจที่ลงทุนต่ำ และเข้ามาเริ่มทำได้ง่าย และด้วยความที่ผมเป็น programmer มาก่อน ยิ่งทำให้มันง่ายเข้าไปใหญ่ แต่ความยากอย่างหนึ่งคือ พอเราทำเว็บไซต์ หรือเปิดแฟนเพจขึ้นมาแล้ว เราจะทำการตลาดอย่างไร ผมจึงมั่นใจอย่างมากว่า ต้องมีคนที่มีปัญหาเหมือนผมอยู่แน่นอน คือเปิดเว็บขึ้นมาแล้วไม่รู้จะทำการตลาดอย่างไร ผมจึงเริ่มใช้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ผมลองผิดลองถูกมาแล้ว มาเริ่มให้บริการลูกค้า SME ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้นผมจึงเข้าใจหัวอกของ SME ดีว่าเวลาที่คุณนอนไม่หลับ เพราะคิดกังวลเรื่องธุรกิจคุณรู้สึกเช่นไร เวลาที่คุณขายสินค้าได้ ได้ลูกค้า คุณมีความสุขแค่ไหน และนอกจากนั้น ผมพยายามปลูกฝังความคิดเหล่านี้ให้กับทีมงานของผมทุกคน และทีมงานของผมทุกคนนั้น ผมเลือกคนที่เคยทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆมาก่อน หรืออย่างน้อยต้องเคยขายของออนไลน์มาบ้าง เพราะว่าเค้าจะเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นผู้ประกอบการได้อย่างดี

 

  • เรื่องราวที่เกิดจากประสบการณ์ของตัวเจ้าของธุรกิจเอง ตัวอย่าง เช่น
    • ผมรู้จักรุ่นพี่คนหนึ่งชื่อพี่ฟ้า พี่ฟ้าแต่งงานกับพี่จั๊มซึ่งเป็นกัปตันขับเครื่องบิน ซึ่งแน่นอนว่ารายได้ของทั้งสองคนนี้ค่อนข้างสูง จึงทำให้การที่จะเริ่มธุรกิจนั้น ทั้งคู่ค่อนข้างจะมีทุน ช่วงแรกๆพี่ทั้งสองคนนี้ เลือกธุรกิจอยู่นานว่าจะทำอะไร เช่น ร้านอาหาร, ครีมบำรุงผิว เป็นต้น แต่สุดท้ายหลังจากที่พี่ฟ้า มีลูกคนแรก พี่ฟ้าก็เริ่มมาโฟกัสธุรกิจที่เกียวกับเสื้อผ้าให้นมอย่างเต็มตัว เพราะตัวพี่ฟ้าเอง ณ ขณะนั้นก็ต้องใช้ด้วย ทำให้ในแต่ละวันพี่ฟ้ามีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับสินค้าให้เล่ามากมายจนนับไม่ถ้วน มีอยู่โพสหนึ่งพี่ฟ้า เขียนโพสขึ้นมาเกี่ยวกับความรักที่ตัวเองมีต่อลูกบน Facebook โดยที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องสินค้าเสื้อผ้าให้นมเลยแม้แต่น้อย และพี่ฟ้าก็ลองยิงโฆษณาตัวโพสนี้ดูเบาๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะภายในชั่วข้ามคืน โพสนั้นก็ถูกแชร์ต่อไปหลายพันครั้ง เรียกได้ว่าทำได้ดีไม่แพ้ Viral campaign ที่จ้าง Agency มืออาชีพช่วยคิด และทำ production เป็นหลักแสน หลักล้านบาทเลยทีเดียว และแน่นอนว่าคนที่แชร์เรื่องเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย นั่นก็คือ “แม่ลูกอ่อน” เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ยอดขายของพี่ฟ้าในเดือนนั้นเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล

 

  • เรื่องราวที่เราเคยให้บริการลูกค้ามาแล้ว ชีวิตเค้าดีขึ้นอย่างไร
    • ผมเคยแนะนำให้ลูกค้าท่านหนึ่ง ทำคลิปที่ไปสัมภาษณ์ลูกศิษย์ของตัวเอง ถึงความประทับใจที่ได้มาเข้าสัมมนาและประสบการณ์ความสำเร็จจากการนำความรู้ที่ได้ ไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจของตนเอง โชคดีที่ลูกค้าท่านนี้ยอมรับฟังคำแนะนำของผม และได้เลือกศิษย์เอกของตัวเองมาทั้งหมด 5 คน จากนั้น ทีม Production ที่ผมแนะนำมาให้ ก็ทำการวาง Storyboard และไปสัมภาษณ์ ถ่ายทำตามลำดับ แน่นอนว่าหลังจากเอาคลิปวิดีโอนี้มาวางบนเว็บไซต์ หรือ landing page จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ลูกค้ากล้าตัดสินใจในการเข้าสัมมนามากขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ลูกค้าท่านนี้ได้รับคือ ความรู้สึกดีๆ ลูกค้าท่านนี้เปิดคอร์สมา 7 ปี แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า สิ่งที่ตนเองสอน และให้ลูกศิษย์ไปปฏิบัติตามนั้น ทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้นมามากขนาดไหน บางคนเป็นพ่อลูกอ่อน สามารถนำสิ่งที่ลูกค้าของผมสอน ไปทำให้ธุรกิจเค้าดีขึ้น จนสามารถออกจากงานประจำ มาอยู่กับลูก และทำธุรกิจคู่กันไปด้วยได้ เป็นต้น ซึ่งลูกค้าของผมแน่นอนว่าได้รับแรงบันดาลใจ และมีกำลังใจที่จะสอนต่อไปแน่นอน

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับเรื่องราวตัวอย่างทั้ง 3 แบบ ผมเชื่อว่าน่าจะมีซักเรื่องราวนึงเป็นอย่างน้อยที่ “แตะหัวใจ” ท่านได้อย่างแน่นอนนะครับ จริงๆแล้วผมยังมีเรื่องราวสนุกๆของลูกค้าที่ได้พูดคุยกันอีกเยอะเลยครับ เพราะการได้รับรู้เรื่องราวของลูกค้า ก็ทำให้ผมมี “อินเนอร์” ในการทำ online marketing ให้กับท่านด้วยเช่นเดียวกัน

สุดท้ายที่ผมอยากฝากคือ เหนือกว่า story telling คือ truth story telling คือเรื่องราวที่เล่าจากความจริง ซึ่งสิ่งนี้นอกจากจะทำให้ธุรกิจท่านได้ลูกค้าใหม่ๆมากขึ้นแล้ว ไม่แน่ว่าเรื่องราวนี้อาจจะกลายเป็น DNA ของบริษัทท่านไปเลยก็ได้ คือเรื่องราวนี้อาจจะได้ฝังอยู่ในความรู้สึกขององค์กรท่าน ทำให้ธุรกิจท่านเติบโตอย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น

Facebook Comments
Posted in Content Marketing, เทคนิคการเขียน Content