Ads Now เยือน Google Office สำนักงานใหญ่ (ตอนที่ 3: Google Night Party ใน Geeks Musuem)

ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ ตอนที่ 2 : ถึง San Francisco แล้ว!!

ณ ตอนนี้เป็นเวลา 2 ทุ่มครึ่ง พอออกจากโรงแรมปุ๊บ ผมก็ตรงไปตามแผนที่ มุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีที่จัดงานครับ ชื่อว่า The Tech Museum of Innovation หน้าตาก็เป็นแบบนี้ครับ

The Tech Museum of Innovation, Google TC Summit 2013

The_Tech_Museum_of_Innovation_San_Jose

Tech Museum of Innovation ขอบคุณรูปจาก www.virtualtourist.com

ตัวพิพิธภัณฑ์อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก (ตามแผนที่ในตอนที่ 1) ระหว่างเดินใกล้จะถึง ก็มีคนมาจับไหล่ผมจากด้านหลัง ผมหันหลังไปอย่างรวดเร็ว ปรากฎว่าเป็น รอส นั่นเองครับ คุยติดตลกกันว่า หิวมากเลย จะไปทันมั๊ยเนี่ย!

เดินเข้าไปถึงในงานจะมีโต๊ะต้อนรับ พร้อมทีมงาน Google หลายท่านที่ยืนต้อนรับอยู่บริเวณชั้น 1 ผมกวาดสายตาสำรวจดูรอบๆ เจอซุ๊มนึง น่าสนใจมากๆครับ มีคนถ่ายรูปกันอยู่เยอะแยะเลย ซุ๊มนั้นเป็นกำแพงขนาดใหญ่ เป็นรูปแผนที่โลกแบบแนวราบครับ ซึ่งสังเกตุว่ามีจุดสว่างๆเล็กๆตามประเทศต่างๆอยู่ พอเห็นอากัปกริยาคนแถวนั้นผมก็เข้าใจได้ว่า ซุ๊มนี้คือซุ๊มสำหรับ Check-in นั่นเองครับ! ผมกับ รอส ก็ตื่นเต้นกันอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ผมจัดการ Check-in ให้ประเทศไทย พร้อมให้รอสช่วยถ่ายรูปให้ด้วยครับ 🙂

Thailand Checked In! Google TC Summit 2013

Thailand Checked In!

ผมว่าเป็นกิมมิคเล็กๆน่ารักๆที่สร้างความประทับใจแรกได้ดีมากเลยครับ

หลังจาก Check-in เสร็จ ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าไป Party ที่ไหน (ทานข้าวที่ไหน??) เจ้าหน้าที่ Google บอกว่า ถ้าเน้นทานให้ลงไปที่ชั้นล่าง ถ้าเน้นดื่มให้ขึ้นชั้นบน! ผมก็ไม่รอช้าเดินไปตามทางที่เจ้าหน้าที่ชี้ทันที ลงไปถึงด้านหลังก็พบ Party จริงๆครับ Party เป็นลักษณะ Cocktail คือเดินตักอาหาร แล้วก็ยืนทานยืนคุยกัน เป็น Party ที่ดีครับ เอื้อให้คนเดินคุยกัน และสร้าง Connection หลังจากเดินเข้าไปในงาน ผมพยายามจะหาเมนูที่ผมทานได้ แต่ดูแล้วไม่ค่อยมีอันที่เวิร์คๆเลยครับ รู้สึกเป็นอาหารฝรั่งที่ดูไม่น่าทานเอาซะเลย ลงท้ายผมก็เลือกตักสเต๊กเนื้อ กับข้าวผัดอะไรซักอย่าง (ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนข้าวไทย ข้าวญี่ปุ่น อะไรทั้งสิ้นเลยครับ) ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ แต่ก็พอทานอิ่มได้ครับ

Party in Google TC Summit 1013

งาน Party Google TC Summit 1013

หลังจากท้องอิ่มแล้ว ผมก็เริ่มมองสำรวจรอบๆมากขึ้นว่า คนรอบข้างเค้าเป็นยังไงบ้าง เค้าทำอะไรกันบ้าง ก็พบว่ารอบข้างส่วนใหญ่ก็เป็นฝรั่งครับ ดูแล้วไม่น่าจะมีคนจีน แต่เห็นคนเอเชียชาติอื่นจำนวนหนึ่ง ตอนนั้นยังไม่แน่ใจว่าเป็นชาติอะไร แต่ตอนหลังทราบแล้วว่า มีคนเวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ครับ ส่วนใหญ่ก็ยืนคุยกันอย่างออกรสชาติ ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยกล้าไปร่วมวงไหนซักเท่าไหร่ ส่วน รอส คนเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งที่ผมรู้จักคนเดียวตอนนี้ ก็กลืนไปคนประเทศเค้าซะแล้วครับ คุยภาษา Dutch กัน ผมเลยขอตัว เดินหนีออกมาอย่างสุภาพ แล้วก็มองหาคนไทยทั้ง 3 ท่าน ที่แยกจากกันไปตอนลงรถบัส สรุปว่ายังมาไม่ถึงกันเลยครับ ผมก็เดินสำรวจบริเวณ Party ดูซักพักจนทั้ง 3 ท่านเดินลงบันไดมา โอ้ว! ด้วยความดีใจ ผมเลยรีบเดินไปหา และแนะนำว่ามีอะไรทานบ้าง เมนูอะไรอยู่ตรงไหน

ตอนนั้นผมนึกถึงคำพูดของทีมงานต้อนรับของ Google ได้ว่า ถ้าเน้นดื่มให้ขึ้นไปชั้นบน ผมเลยบอก TC อีกท่าน (ชื่อว่าคุณบอลนะครับ พี่เค้าอนุญาติให้เอ่ยชื่อแล้วครับ 55+) ว่าผมจะขึ้นไปหาอะไรดื่มชั้นบนนะ พี่บอลทั้งที่ยังไม่ได้ทานข้าวเลย ก็สวนกลับทันทีว่า “ผมไปด้วย!” และหันหลังควับตามผมมาอย่างแข็งขัน

มาถึงชั้นบนปุ๊บ ผมก็รู้ทันทีว่า ผมคงฟังทีมงาน Google ที่เค้าบอกอะไรผิดซักอย่างแล้วล่ะ มันดูเงียบมาก แล้วก็ไม่มีเครื่องดื่มอะไรทั้งสิ้นเลยครับ (จริงๆเครื่องดื่มอยู่ชั้นที่มีอาหารนั่นแหล่ะครับ 55+)  แต่สิ่งที่มีแทนเครื่องดื่มนั้นคือ พวกของเล่นเทคโนโลยีต่างๆ ที่ให้เราสามารถไปเล่นได้อย่างอิสระครับ

ตัวแรกที่ผมเข้าไปเล่นเลย ชื่อว่า Reface ครับ

Concept ของตัวนี้คือ จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ ที่มีหน้าคนที่เคยมาถ่ายรูปด้วยกล่องตัวนี้ ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Face-Tracking ครับ ประโยชน์ของเทคโนโลยี Face-Tracking นี้ ก็มีมากมายเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น กล้องถ่ายรูปมือถือที่สามารถ focus หน้าคนให้เราได้ หรือทำได้แม้กระทั่งให้ถ่ายรูปเมื่อคนในภาพ Smileeee หรือยิ้มครับ :))  นอกจากนี้เทคโนโลยีนี้ยังถูกประยุกต์ใช้กับอะไรอีกหลายๆอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ในสื่อโฆษณา เนื่องจากผมจบ ป.ตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี มีเพื่อนสนิทผมคนหนึ่ง ทำ Project จบตอน ป.ตรี เพื่อนคนนี้ประยุกต์เทคโนโลยี Face-Tracking กับ 3D Model รถยนต์ โดยในจอคอมพิวเตอร์จะมี Model 3D รถยนต์ปรากฎอยู่ และบนจอจะมีกล้อง Webcam อยู่ เมื่อมีคนเดินผ่าน และหันหน้ามามองที่รถยนต์ กล้อง Webcam ก็จะทำหน้าที่จับใบหน้าของคนที่เดินผ่านว่า กำลังหันมามองโฆษณา และอยู่มุมไหนของจอ 3D Model รถยนต์นี้ก็จะหมุนตามสายตาของคนที่เดินผ่านคนนั้นครับ (ถ้ามีน้องๆคนไหนสนใจอยากศึกษาเรื่องนี้ หลักการเหล่านี้จะอยู่ในวิชา Image Processing ของภาควิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์นะครับ)

กลับมาที่ Reface นี้ต่อครับ นอกจากเทคโนโลยี Face-Tracking แล้ว Reface ตัวนี้ ยังแยกออกอีกด้วยว่า ตรงไหนคือหน้าผาก, ตา, จมูก หรือ ปาก ซึ่งระบบจะให้เราถ่ายรูป และจะทำการสลับ ตา จมูก ปาก นี้ ผสมกับคนอื่นๆที่มาถ่ายรูปก่อนหน้าครับ นับเป็นการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่ Geek จริงๆครับ

Reface

Reface

Reface

Reface

ระหว่างผมเล่นอยู่นี้ พี่บอล TC อีกท่านเดินมาด้านหลังและบอกผมว่า จะลงไปด้านล่างก่อน ผมก็คิดในใจว่า อ้าวเห้ย ผมอยู่คนเดียวเลยสิ่งี้! แต่ผมก็เข้าใจแกครับ เดี๋ยวลงไปอีกทีไม่มีข้าวทานแล้วล่ะยุ่งเลย แต่ผมยังมีอารมณ์เพลิดเพลินกับบริเวณนี้อยู่เลยลองเดินดูไปเรื่อยๆคนเดียวครับ

ตัวต่อไปที่ผมเข้าไปเล่น ดูเผินๆเหมือนจะไร้สาระครับ แค่เป็นการเรียงตัวอักษรด้วยแสงไฟสีกลมๆนั่นเท่านั้นเอง แต่เบื้องหลังวิธีเล่นง่ายๆนี้เค้ากำลังพูดถึงเรื่องของ Resolution ครับ –คืออะไร?

Resolution ในภาษาคอมพิวเตอร์คือ ความละเอียดของการแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั่นเองครับ ซึ่งหน้าจอสีสวยๆที่เราเห็นทุกวันนี้ล้วนเกิดขึ้นมาจาก จุดเล็กสีๆหลายๆจุดมารวมกันครับ ยกตัวอย่างเช่น เส้นตรง ก็ต้องมีจุด อย่างน้อย 2 จุดต่อกันถึงจะเป็นเส้นตรง ถ้าอยากได้เส้นตรงที่ยาวกว่านั้น ก็จะต้องจุดต่อกันไปเรื่อยๆครับ ซึ่งแต่ละจุดเหล่านี้เราเรียกว่า Pixel นั่นเองครับ ซึ่งหลักการ Resolution อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยคอมพิวเตอร์มากมายต่อเนื่องกันออกมาครับ

ถึงตรงนี้ผมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Steve Jobs เรื่องหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจดีมาฝากครับ

ครั้งหนึ่งในสมัยที่ระบบ User Interface ยังเพิ่งอยู่ในช่วงคิดค้น และเริ่มต้น (พูดง่ายๆว่าตอนนั้น Windows ยังไม่เกิด, โปรแกรม Paint ยังไม่มี) ตอนที่พนักงานวิศวกรของ Apple คนหนึ่งคิดวิธีให้คอมพิวเตอร์สามารถวาดรูปเลขาคณิต เส้นตรง วงกลม สี่เหลี่ยม และสามเหลี่ยมได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่มากในตอนนั้น พนักงานวิศวกรของ Apple คนนี้ ก็รีบวิ่งเข้ามาหา Steve Jobs เพื่อ Present แนวคิดนี้ พนักงานคนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นทุกคนล้วนดีใจ ตื่นเต้นกับการค้นพบครั้งใหม่นี้ แต่ Steve Jobs ไม่ออกอาการดีใจ แต่กลับทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และถามวิศวกรคนนั้นไปว่า “คุณสามารถให้คอมพิวเตอร์วาดรูปสี่เหลี่ยมขอบมนได้มั๊ย?” วิศวกรคนนั้นทำหน้างง และบอกว่า “เค้าคิดว่าสี่เหลี่ยมขอบมน ไม่น่าจะมีความจำเป็น ไม่มีใครเค้าใช้กันหรอก” หลังจากนั้น Steve Jobs ก็ชี้ให้วิศวกรคนนั้นดูที่ ขอบทีวี ฐานโคมไฟ ขอบปกหนังสือ เก้าอี้ โต๊ะทำงาน ถังขยะ หลังจากชี้ของทุกอย่างที่เป็นสี่เหลี่ยมขอบมนในห้องหมดแล้ว Steve Jobs ก็ดึงแขน พาวิศวกรคนนั้นออกไปนอกตัวอาคาร และชี้ไปที่ขอบประตูรถยนต์ ฝากระโปรงรถยนต์ ขอบประตูตึก ขอบหน้าต่าง โคมไฟบนถนน วิศวกรคนนั้นจึงพบว่า มีของหลายสิ่งมากๆ ที่คนเราออกแบบมาเป็นสี่เหลี่ยมขอบมน และสุดท้ายก็กลับไปคิดให้คอมพิวเตอร์วาดรูปสี่เหลี่ยมขอบมนมาได้ในที่สุด เรื่องนี้นับว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของความเป็นคนที่ละเอียดอ่อนในทุกรายละเอียด และมีรสนิยมด้านศิลปะสูง งานของ Apple ทุกงานที่ออกวางขายระหว่างที่เค้ายังมีชีวิตอยู่ จึงเต็มไปด้วยความปราณีตอย่างที่ทุกคนที่เคยใช้สินค้าของ Apple คงจะทราบดีอยู่แล้ว (อีกครั้งครับ น้องๆคนไหนอยากเรียนเรื่องนี้ จะอยู่ในวิชา Computer Graphic ภาควิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ครับ ใครอยากเรียนต้องเก่งคณิตศาสตร์พอสมควรนะครับ)

กลับมาที่ Resolution ครับ อย่ากระนั้นเลย ผมขออนุญาติโปรโมทชื่อบริษัทตัวเอง (Ads Now) และถ่ายรูปด้วยซักเล็กน้อยนะครับ รูปถัดมาเขียนว่า Adwords ครับ (เป็นเครื่องมือโฆษณาของ Google ที่ทำให้โฆษณาของลูกค้าอยู่บนหน้าของ Google ในค้นค้นหาที่ต้องการได้นั่นเอง ซึ่งทาง Ads Now เป็น Agency อยู่ครับ ^^)

Ads Now ในฐาน Resolution!

Ads Now ในฐาน Resolution!

Adwords ในฐาน Resolution!

Adwords ในฐาน Resolution!

ตัวต่อไปที่ผมเล่น มีชื่อว่า You are Everywhere ครับ ตัวนี้ไม่ใช่ผลงานของใครที่ไหนครับ เป็นของ Google นั่นเองครับ! ^^ ตัวนี้จะทำให้ทุกคนกลายเป็นนักสำรวจ และนักเดินทางได้อย่างง่ายๆเลยครับ โดยเราสามารถบินข้ามประเทศ ไปยังเมืองต่างๆ หรือบินออกนอกโลก ไปดวงจันทร์เลยยังได้ครับ 55+ ตัวนี้ถ้าในเวอร์ชั่นคอมพิวเตอร์ก็คือ Google Earth นั่นเองครับ พอดีตรงนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่จะมีรูปนี้อีกทีตอนผมไปเยี่ยม Google Office ที่ Mountain View นะครับ ^^

ณ ตอนนี้ผมเดินมาอีกมุมนึงของชั้น 2 (ชั้นเดิมนี่แหล่ะครับ) เป็นมุมสว่างหน่อย เจ้าตู้นึง มีแขนหุ่นยนต์อยู่ข้างใน และ มีกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีตัวอักษรวางอยู่ ผมยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่เข้าใจว่ามันต้องทำยังไง

แขนหุ่นยนต์

แขนหุ่นยนต์

เดินวนมาข้างหน้าตู้ ก็เจอจอมอนิเตอร์ touch screen เล็กๆอยู่ข้างๆครับ ซึ่งให้เราพิมพ์ตัวอักษรที่เราต้องการลงไป …ด้วยความรักในบริษัท ผมจึงลองพิมพ์ชื่อบริษัทตัวเองลงไปครับ ผลที่ได้ก็เป็นเช่นนี้ครับ

ดูอีกตัวอย่างหนึ่ง เรียงว่า Google Adwords ครับ ^^

อันนี้ผมไม่ทันได้อ่านเหมือนกันว่ามันใช้หลักการทำงานยังไง ให้เดาก็เดาก็ไม่กล้าเดาครับ

มาดูตัวต่อไป ตัวนี้ชื่อว่า Be a VJ ชื่อเท่ห์แท้ครับ แต่ผมเล่นมันไม่เป็นจริงๆครับ แต่พอเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการผสมเสียงโดยใช้ Mixer ครับ คนที่เป็น Sound Engineer คงจะทราบดีครับ รวมทั้งเหล่า DJ ด้วย หลายๆคนอาจจะไม่ทราบนะครับว่า เสียงเพลงเพราะๆจากอัลบั้มของศิลปินแทบทุกท่านสมัยนี้ ผ่านการ Mix จากเครื่องมือประเภทนี้มาอย่างดีครับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนที่ฟังได้อรรถรสเต็มที่ครับ ผมเคยฟังพี่บอยด์ โกสิยพงษ์ ให้สัมภาษณ์ตอนที่อัดอัลบั้ม Boyd Nop ว่า อุตส่าห์ไปอัดเสียงถึงห้องอัดเมืองนอกเมืองนา ซึ่งห้องอัดนั้นมีความพิเศษคือเจาะพื้นใต้ห้องอัดทะลุลึกลงไปหลายเมตร เพื่อให้เสียงที่ได้จากการอัดออกมาดีที่สุด (ผมก็ไม่เข้าใจรายละเอียดนะครับ ว่าออกมาดียังไง 55+)

Be a VJ

Be a VJ

ตัวนี้เป็นตัวสุดท้ายแล้วครับที่ผมได้กดเล่นในพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากตอนนั้นทางสถานที่ชั้นบนใกล้จะปิดบริการแล้ว ตัวนี้มีชื่อว่า Wikisonic ครับ (ชื่อเท่ห์อีกแล้ว!)

Wikisonic

Wikisonic

ตัวนี้ Concept คือให้เราหัดเป็น Composer หรือคนเรียบเรียง เพลง หรือเสียงประสานของเพลงนั่นเองครับ โดยด้านซ้ายของเครื่องจะมีให้เลือกเพลงเริ่มต้นได้ ก็จะมีเพลงคลาสสิคๆที่หลายๆคนคงเคยได้ยิน เช่นเพลง Ode to joy ของ บีโธเฟ่น นะครับ ใครนึกไม่ออกลองกดคลิปข้างล่างฟังดูครับ น่ารักดีครับ ^^

สำหรับวิธีเล่นก็คือจะมีปุ่มไฟอยู่ 8 ปุ่ม ต่อ 1 column นะครับ  ซึ่งแทนเสียง โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด นั่นเองครับ และ 1 column แทนหนึ่งจังหวะเรียงกันไปครับ เมื่อผมเลือกเพลง Ode to joy มา ปุ่มก็จะเริ่มต้นแสงไฟที่เล่นเป็นเพลงนี้มาให้ผมครับ ผมสามารถที่จะผสมเสียงในแต่ละจังหวะเพิ่มเติมได้ หรือเปลี่ยนจังหวะได้ตามใจชอบครับ

ในพิพิธภัณฑ์ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกเยอะนะครับ เช่นโซนของอวกาส โซนหุ่น 3D โซนหัดเขียน Program หรือ โซนตัวอย่างชิปของคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ เป็นต้นครับ

แต่อย่างที่บอกว่า ชักจะดึกแล้วผมจึงกลับลงไปที่ชั้น B1 ชั้นใต้ดินที่มีงาน Party อีกครั้ง พอลงไปถึงปุ๊บ ถ้าจำไม่ผิดพี่บอลกำลังถือเบียร์ 1 ขวดเล็กอยู่ในมือครับ ผมก็ว่าจะไปหยิบลองซักขวด แต่คิดในใจว่า เพิ่งเดินทางมาครึ่งค่อนวัน เพื่อความชัวร์ยังไม่ดื่มดีกว่า ผมจึงเดินแยกมาดูข้างหลัง ปรากฎว่าเจอของดีครับ!!! เป็นเหมือนน้ำพุขนาดใหญ่พอสมควร ตั้งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งน้ำในน้ำพุนั้น เป็นช็อคโกแล็ต ฟองดูครับ!! โอ้วแม่เจ้า!! มองไปที่โต๊ะหน้าน้ำพุนี้ มีมาชแมโล่วางแบบเหลือเฟืออยู่ในจาน แล้วก็มีไม้จิ้มให้ด้วยครับ แล้วก็ยังมีขนมปังเนยสี่เหลี่ยมๆ กับแคนตาลูปกลมๆด้วยครับ ผมไม่รอช้า จิ้มมาชแมโล่ขึ้นมา แล้วเอาไปจี้กับน้ำพุครับ ผลก็คือได้มาชแมโล่เคลือบฟองดูอร่อยสุดๆครับ กินมาชแมโล่ไป 2 อัน ผมก็ทำเป็นเดินวนไปวนมา ซักพักก็ไปลองหยิบแคนตาลูปมาจี้ฟองดูทานดูบ้างครับ ลองชิมแล้ว อืมมมม มาชแมโล่ฟองดู อร่อยกว่าแฮะ ก็ไปหยิบมาชแมโล่มาจี้ต่อ หลังจากนั้นก็ลองขนมปังเนยมาจี้ดู โอ้โห! รสชาติอร่อยมาก แล้วก็ไม่เคยชิมรสชาติแบบนี้ที่ไหนด้วยครับ สรุปแล้วเดินวนอยู่แถวน้ำพุตรงนั้นเกือบ 10 นาที 555+

ระหว่างที่ผมกำลังเอร็ดอร่อยอยู่ตรงนั้น คุณแป้งก็เดินมาบอกว่า จะขอตัวกลับโรงแรมก่อน จะไปพร้อม TC ไทยอีกสองท่านด้วยครับ ผมก็บอกว่าผมจะอยู่ตรงนี้แหล่ะ ฟองดูอร่อยมากเลยย หันหลังแยกจากกันไป ผมก็ยังวนเวียนอยู่แถวน้ำพุ หันมาอีกทียังเจอคุณแป้งยืนอยู่แถวนั้น ผมเลยเข้าไปถามว่า อ้าวยังไม่กลับเหรอครับ คุณแป้งซึ่งเป็นคนฉลาดสมเป็น Googler บอกว่า เห็นคุณเบิร์ดทานแล้วดูน่าทาน เลยจะลองมั่ง 555+ แต่คุณแป้งลองไม่กี่ชิ้นก็เดินมาบอกผมว่า ต้องขอตัวก่อนเพราะ TC ทั้ง 2 ท่าน อาจจะยังรออยู่ข้างบน แต่เพื่อไม่ให้เลอะเทะ คุณแป้งจึงไม่ลืมที่จะหยิบทิชชู่ที่วางอยู่แถวนั้นติดมือไปด้วย 555+ ว่าแล้วผมก็ยังอยู่ตรงนั้นต่ออีกเป็น 10 นาทีหลังจากนั้น ถึงเดินกลับขึ้นไปข้างบน เตรียมกลับ Marriott ไปนอน เตรียมแรงไว้ร่วมกิจกรรม และรับความรู้เต็มที่ในวันพรุ่งนี้คร๊าบ!!

ตอนนี้มีคนเริ่มมาติดตามกระทู้กันเยอะแล้ว ผมรู้สึกดีใจมากๆนะครับ จะพยายาม Update ให้ได้ทุกวันเลยนะครับ จะเป็นช่วงดึกๆแบบนี้ครับ

ส่งท้ายลาไปด้วยภาพนี้นะครับผม!

Check in, Google TC Summit 2013

คนไทยทั้ง 4 ท่าน Check in เรียบร้อยแล้วครับ (เป็นภาพที่ถ่ายอีกครั้งตอนจะเดินไปกลับไป Marriott นะครับ)

 

Facebook Comments
Posted in เรื่องเล่าจาก Ads Now